Search
|
detail
logo

อร่อยได้...โดยไม่ต้องเติมน้ำตาล

shareshareshare

ดูแลระดับน้ำตาลในเลือด...ทำได้มากกว่าลดหวาน


หลายคนเริ่มต้นดูแลสุขภาพด้วยการ "ลดหวาน" ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่ดี แต่จริง ๆ แล้ว การดูแลระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลที่เติมในอาหารเพียงอย่างเดียว อาหารที่เรารับประทานในแต่ละมื้อ โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต ชนิดของอาหาร รวมถึงการจัดองค์ประกอบของมื้ออาหาร ล้วนส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน


ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทางเลือกมากมายทางเลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ Zero Sugar, No Added Sugar, การเลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรือการจัดมื้ออาหารให้สมดุล ซึ่งช่วยให้ยังอร่อยกับเมนูโปรด พร้อมดูแลสุขภาพไปได้ในทุกวัน


5 วิธีดูแลระดับน้ำตาลในเลือดในชีวิตประจำวัน


1. ลดน้ำตาลที่เติมในอาหารและเครื่องดื่ม

การลดเครื่องดื่มและอาหารที่มีการเติมน้ำตาล เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้ง่าย เช่น เลือกเครื่องดื่ม Zero Sugar, Sugar Free หรือ No Added Sugar แทนสูตรปกติ

Tips ในการเลือกซื้อ ให้สังเกตคำเคลมบนบรรจุภัณฑ์

  • Sugar Free / Zero Sugar หมายถึงผลิตภัณฑ์มีน้ำตาลในปริมาณน้อยมากตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด 
  • No Added Sugar หมายถึงไม่มีการเติมน้ำตาลระหว่างการผลิต แต่ผลิตภัณฑ์อาจยังมีน้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติจากวัตถุดิบ เช่น นมหรือผลไม้ 
  • Reduced/Less Sugar หมายถึงผลิตภัณฑ์มีการลดปริมาณน้ำตาลลงเมื่อเทียบกับสูตรปกติ


2. เลือกคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารสูง

คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย จึงไม่จำเป็นต้องงด แต่ควรเลือกชนิดที่มีใยอาหารสูง เช่น

  • ข้าวกล้อง 
  • ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 
  • ข้าวโอ๊ต 
  • ขนมปังโฮลวีต 
  • มันหวาน 
  • ธัญพืชไม่ขัดสี 

อาหารกลุ่มนี้ช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ย่อยและดูดซึมคาร์โบไฮเดรต ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเมื่อเทียบกับคาร์โบไฮเดรตขัดสี


3. จัดมื้ออาหารให้สมดุล

การรับประทานคาร์โบไฮเดรตร่วมกับอาหารกลุ่มอื่น เช่น

  • โปรตีน (เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ไข่ เต้าหู้) 
  • ผักหลากสี 
  • ไขมันดี (ถั่ว เมล็ดพืช อะโวคาโด) 

จะช่วยให้อิ่มนานขึ้น และช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นเร็วเกินไป


4. อ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อ

นอกจากดูคำเคลมบนบรรจุภัณฑ์แล้ว อย่าลืมพลิกดู ฉลากโภชนาการ เพื่อ

  • เปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลของผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน 
  • ดูจำนวนหน่วยบริโภค (Serving Size) 
  • เปรียบเทียบปริมาณใยอาหาร หากเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน เช่น ซีเรียล ขนมปัง หรือธัญพืช 

เพียงใช้เวลาไม่กี่วินาที ก็ช่วยให้เลือกผลิตภัณฑ์ได้เหมาะกับความต้องการมากขึ้น


5. ขยับร่างกายหลังมื้ออาหาร

หลังรับประทานอาหาร ลองเดินเบา ๆ ประมาณ 10–15 นาที ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ร่างกายนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้ดีขึ้น


แล้วผลิตภัณฑ์ Zero Sugar ยังมีรสหวานได้อย่างไร?

รสหวานอาจมาจาก สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Sweeteners) ซึ่งช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีรสหวาน โดยไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาลทรายในปริมาณเท่าเดิม

โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

  • 🌿 สารให้ความหวานจากพืช เช่น หญ้าหวาน (Stevia) และ หล่อฮังก๊วย (Monk Fruit)
  • 🧪 สารให้ความหวานที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในอาหาร เช่น Sucralose, Aspartame และ Acesulfame-K

สารให้ความหวานเหล่านี้ให้ความหวานโดยไม่มีแคลอรี่ หรือให้แคลอรี่น้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายในระดับความหวานที่ใกล้เคียงกัน จึงเป็นอีกทางเลือกที่ผู้ผลิตเลือกใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท


สารให้ความหวานแทนน้ำตาลปลอดภัยหรือไม่?

สารให้ความหวานที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหาร ได้ผ่านการประเมินความปลอดภัยจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านอาหารทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และมีการกำหนด ปริมาณที่บริโภคได้ต่อวัน (Acceptable Daily Intake: ADI) สำหรับคนทั่วไป การบริโภคจากอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน มักอยู่ต่ำกว่าปริมาณดังกล่าวมาก


ดูแลระดับน้ำตาลในเลือด...เริ่มจากการเลือกในทุกมื้อ

การดูแลระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ได้หมายถึงการงดแป้ง เลิกของหวาน หรือห้ามรับประทานอาหารที่มีรสหวานทั้งหมด แต่คือการเลือกอาหารให้เหมาะสมในแต่ละมื้อ


สามารถเริ่มจากลดน้ำตาลที่เติมในอาหาร เลือกผลิตภัณฑ์ Zero Sugar หรือ No Added Sugar เมื่อเหมาะสม เลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารสูง จัดมื้ออาหารให้สมดุล และหมั่นอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อเพียงปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถดูแลระดับน้ำตาลในเลือด พร้อมเพลิดเพลินกับเมนูโปรด และมีความสุขกับการรับประทานอาหารได้ในระยะยาว